ในฐานะนักพัฒนาแอป คุณสามารถใช้ Google Tag Manager เพื่อติดตั้งใช้งานและจัดการแท็กและพิกเซลการวัดผลในแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องสร้างและส่งไบนารีของแอปพลิเคชันไปยังตลาดแอปอีกครั้ง นักพัฒนาแอปที่ใช้ Google Analytics สำหรับ Firebase SDK สามารถเพิ่ม Tag Manager ได้อย่างง่ายดายเพื่อช่วยจัดการและทำการเปลี่ยนแปลงการติดตั้งใช้งาน แม้หลังจากที่เผยแพร่แอปแล้วก็ตาม
นักพัฒนาแอปสามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญและตัดสินใจในภายหลังว่าจะให้แท็กหรือพิกเซลใดเริ่มทำงาน
ข้อกำหนดเบื้องต้น
สิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มต้น
- ในคอนโซล Firebase เพิ่มแอปของคุณลงในโปรเจ็กต์ Firebase
- ตั้งค่า Google Analytics สำหรับแอป ซึ่งรวมถึงการเปิดใช้ Google Analytics ในโปรเจ็กต์ Firebase และเพิ่ม SDK ของ Google Analytics สำหรับ Firebase ลงในแอป
- สร้างบัญชี Tag Manager
- กำหนดค่าคอนเทนเนอร์ Google Tag Manager
ส่วนต่อไปนี้จะแนะนำขั้นตอนการกำหนดค่าและใช้ Google Tag Manager ในแอปพลิเคชัน Android
1. เพิ่ม Google Tag Manager ลงในโปรเจ็กต์
ในไฟล์ Gradle ของโมดูล (โดยมากจะเป็นไฟล์
app/build.gradle) ให้เพิ่มทรัพยากร Dependency ต่อไปนี้ในไลบรารี Tag Managerdependencies { // ... compile 'com.google.android.gms:play-services-tagmanager:18.3.0' }ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Tag Manager
เลือกคอนเทนเนอร์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
คลิกเวอร์ชัน ในแถบนำทางด้านบน
คลิกเวอร์ชันคอนเทนเนอร์ที่ต้องการใช้
คลิกดาวน์โหลด
สร้างโฟลเดอร์
app/src/main/assets/containersหากยังไม่มี คัดลอกคอนเทนเนอร์ที่ดาวน์โหลดไปยังโฟลเดอร์
2. บันทึกเหตุการณ์และตัวแปร
Tag Manager ใช้เหตุการณ์ พารามิเตอร์ และพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้ที่ SDK ของ Google Analytics สำหรับ Firebase บันทึกไว้เพื่อทริกเกอร์และสร้างแท็กที่คุณกำหนดค่าไว้ใน Google Tag Manager
อ่านเอกสารประกอบสำหรับนักพัฒนาแอป Firebase เพื่อดูวิธีการ บันทึกเหตุการณ์ และ ตั้งค่าพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้
กำหนดค่าตัวแปรใน Tag Manager
หากต้องการบันทึกค่าพารามิเตอร์เหตุการณ์และพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้เพื่อใช้ใน Google Tag Manager คุณสามารถกำหนดค่าตัวแปรในอินเทอร์เฟซ Tag Manager ได้
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถบันทึกเหตุการณ์ที่กำหนดเองต่อไปนี้ในแอป
Bundle params = new Bundle();
params.putString("image_name", name);
params.putString("full_text", text);
mFirebaseAnalytics.logEvent("share_image", params);
จากนั้นคุณสามารถกำหนดค่าตัวแปรพารามิเตอร์เหตุการณ์ใหม่ใน Tag Manager ดังนี้เพื่อบันทึกค่า image_name และ full_text parameter
- ชื่อตัวแปร: Image Name
- ประเภทตัวแปร: พารามิเตอร์เหตุการณ์
- ชื่อคีย์พารามิเตอร์เหตุการณ์:
image_name
และ
- ชื่อตัวแปร: Full Text
- ประเภทตัวแปร: พารามิเตอร์เหตุการณ์
- ชื่อคีย์พารามิเตอร์เหตุการณ์:
full_text
ในทำนองเดียวกัน คุณสามารถตั้งค่าพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้ต่อไปนี้ในแอป
mFirebaseAnalytics.setUserProperty("favorite_food", mFavoriteFood);
จากนั้นคุณสามารถกำหนดค่าตัวแปรพร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้ Firebase ใหม่ใน Google Tag Manager เพื่อบันทึกค่า favorite_food
- ชื่อตัวแปร: Favorite Food
- ประเภทตัวแปร: พร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้ Firebase
- ชื่อคีย์พารามิเตอร์เหตุการณ์:
favorite_food
แก้ไขและบล็อกเหตุการณ์
Tag Manager ช่วยให้คุณแก้ไขและบล็อกเหตุการณ์ได้ก่อนที่ SDK ของ Google Analytics สำหรับ Firebase จะบันทึกเหตุการณ์ การแก้ไขเหตุการณ์จะช่วยให้คุณเพิ่ม นำออก หรือเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์เหตุการณ์ หรือปรับชื่อเหตุการณ์ได้โดยไม่ต้องอัปเดตแอป SDK ของ Google Analytics สำหรับ Firebase จะบันทึกเหตุการณ์ที่ไม่ได้บล็อก
นอกจากนี้ SDK ของ Google Analytics สำหรับ Firebase ยังบันทึกเหตุการณ์และ พร็อพเพอร์ตี้ผู้ใช้บางรายการโดยอัตโนมัติ คุณสามารถใช้เหตุการณ์และพร็อพเพอร์ตี้ที่รวบรวมโดยอัตโนมัติใน Tag Manager ได้โดยไม่ต้องเพิ่มโค้ด แต่คุณจะบล็อกเหตุการณ์และพร็อพเพอร์ตี้เหล่านี้ไม่ได้
3. ส่งเหตุการณ์
ระบบจะใช้ตัวแปรชื่อเหตุการณ์ Firebase, ตัวแปรพารามิเตอร์เหตุการณ์ Firebase และตัวแปรอื่นๆ เพื่อตั้งค่า ทริกเกอร์ เงื่อนไขทริกเกอร์จะได้รับการประเมินเมื่อใดก็ตามที่คุณบันทึกเหตุการณ์ Firebase โดยค่าเริ่มต้น เหตุการณ์ Google Analytics สำหรับ Firebase จะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ คุณสามารถเพิ่มแท็ก Google Analytics สำหรับ Firebase ใน Tag Manager เพื่อบล็อกไม่ให้ส่งเหตุการณ์ไปยัง Google Analytics ได้
4. แสดงตัวอย่าง แก้ไขข้อบกพร่อง และเผยแพร่คอนเทนเนอร์
ก่อนเผยแพร่คอนเทนเนอร์เวอร์ชันใดเวอร์ชันหนึ่ง คุณควรแสดงตัวอย่างเพื่อตรวจสอบว่าคอนเทนเนอร์ทำงานตามที่ต้องการ Google Tag Manager ช่วยให้คุณแสดงตัวอย่างคอนเทนเนอร์เวอร์ชันต่างๆ ได้โดยการสร้างลิงก์และคิวอาร์โค้ดในอินเทอร์เฟซเว็บ แล้วใช้ลิงก์และคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อเปิดแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ คุณยังเปิดใช้โหมดการบันทึกแบบละเอียด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของลักษณะการทำงานที่ไม่คาดคิดได้ด้วย
แสดงตัวอย่างคอนเทนเนอร์
ก่อนแสดงตัวอย่างคอนเทนเนอร์ ให้สร้าง URL ตัวอย่างในอินเทอร์เฟซเว็บของ Google Tag Manager โดยเลือกเวอร์ชันคอนเทนเนอร์ที่ต้องการแสดงตัวอย่าง แล้วเลือกแสดงตัวอย่าง บันทึก URL ตัวอย่างนี้ไว้สำหรับขั้นตอนในภายหลัง
วิธีแสดงตัวอย่างคอนเทนเนอร์ (หากใช้ Android Studio ให้ข้ามไปที่ขั้นตอนที่ 3)
เพิ่มกิจกรรมการแสดงตัวอย่างนี้ลงในไฟล์
AndroidManifest<!-- Add preview activity. --> <activity android:name="com.google.android.gms.tagmanager.TagManagerPreviewActivity" android:noHistory="true"> <!-- optional, removes previewActivity from activity stack. --> <intent-filter> <data android:scheme="tagmanager.c.com.example.app" /> <action android:name="android.intent.action.VIEW" /> <category android:name="android.intent.category.DEFAULT" /> <category android:name="android.intent.category.BROWSABLE"/> </intent-filter> </activity>เปลี่ยนบรรทัดนี้ให้มีชื่อแพ็กเกจของแอปพลิเคชัน
<data android:scheme="tagmanager.c.com.example.app"/>สร้างลิงก์ตัวอย่างในอินเทอร์เฟซเว็บของ Google Tag Manager โดยทำดังนี้
- ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Tag Manager
- เลือกคอนเทนเนอร์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
- คลิกเวอร์ชัน ในแถบนำทางด้านบน
- คลิกการทำงาน > แสดงตัวอย่าง ในเวอร์ชันคอนเทนเนอร์ที่ต้องการแสดงตัวอย่าง
- ป้อนชื่อแพ็กเกจของแอปพลิเคชัน
- คลิกสร้างลิงก์เริ่มแสดงตัวอย่าง
หยุดแอปพลิเคชัน แล้วใช้ลิงก์ตัวอย่างหรือคิวอาร์โค้ดที่สร้างขึ้นเพื่อเปิดแอปพลิเคชัน
คุณสามารถออกจากโหมดแสดงตัวอย่างได้โดยคลิกลิงก์ที่สร้างขึ้นโดยตัวเลือกสร้างลิงก์สิ้นสุดการแสดงตัวอย่าง ในอินเทอร์เฟซเว็บ
แก้ไขข้อบกพร่องของคอนเทนเนอร์
หากต้องการแก้ปัญหาการติดตั้งใช้งานคอนเทนเนอร์ ให้เปิดใช้การบันทึกแบบละเอียดโดยทำดังนี้
$ adb shell setprop log.tag.GoogleTagManager VERBOSE
เผยแพร่คอนเทนเนอร์
หลังจากแสดงตัวอย่างคอนเทนเนอร์และยืนยันว่าคอนเทนเนอร์ทำงานได้แล้ว คุณก็สามารถ เผยแพร่คอนเทนเนอร์ได้ หลังจากเผยแพร่คอนเทนเนอร์แล้ว ผู้ใช้แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะสามารถใช้การกำหนดค่าแท็กได้